หมัดภัยร้ายที่แอบซ่อน

หมัดเป็นปรสิตภายนอกที่พบได้ทั้งในสุนัขและแมว

เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่อากาศอุ่น วงจรชีวิตจะเริ่มจากหมัดตัวเมียดูดเลือดสัตว์แล้ววางไข่ ไข่หมัดมีลักษณะเป็นสีขาวไม่เกาะติดขน ดังนั้นไข่จะร่วงตามพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงเดินผ่าน เมื่ออยู่ในที่อุณหภูมิเหมาะสมก็จะพัฒนาเป็นตัวเจริญเติบโตเมื่อโตเต็มวัยจะกระโดดขึ้นตัวสัตว์อีกครั้ง

ภาพตัวหมัดบนตัวแมวจาก
http:// merckvetmanual.com
ภาพขี้หมัดบนตัวสุนัขจาก http://pesthacks.com

                                   

ปัญหาที่เกิดหลังจากหมัดดูดเลือด คือ สัตว์เลี้ยงจะมีภาวะคัน โลหิตจาง อีกทั้งหมัดเป็นพาหะนำโรคต่างๆ เช่น พยาธิตัวตืด (Dipylidium caninum ) พยาธิเม็ดเลือด
( Haemobartonellosis) เป็นต้น

ในสัตว์เลี้ยงบางตัวจะมีปฏิกิริยาแพ้โปรตีนในน้ำลายหมัดเป็นพิเศษ เราเรียกภาวะแพ้นี้ว่า Flea allergic dermatitisสัตว์เลี้ยงจะมีอาการคันและเลียตัวเองมากผิดปกติ จนกระทั่งขนร่วง เลือดออก หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเกิดเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองตามตัว บริเวณรอยโรคที่พบ มักจะเป็นช่วงด้านบนของหลังสะโพกและโคนหาง

อาการแพ้น้ำลายหมัดอาการแพ้น้ำลายหมัดอาการแพ้น้ำลายหมัดจะพบตุ่มแดง

ภาพของสุนัขและแมวที่มี  อาการแพ้น้ำลายหมัดจะพบตุ่มแดง เลียเกาจนขนร่วงบริเวณหลังและข้างลำตัว จากหนังสือ skin disease of the dog and cat

วิธีการสังเกตเบื้องต้นคือเมื่อเวลาแหวกขนของสัตว์เลี้ยง ถ้าไม่พบตัวหมัด ก็จะพบสะเก็ดสีน้ำตาลแดง ซึ่งอุจจาระของหมัดที่ย่อยเลือดไม่หมด หรือทดสอบด้วยการเอาสำลีชุบน้ำแล้วเช็ดสะเก็ดแล้วดูว่ามีสีแดงซึ่งเป็นสีของเลือดติดรึเปล่า ถ้ามีแสดงว่าเป็นขี้หมัด

วิธีการรักษาและป้องกันทำได้โดยการกินยาหรือหยอดยาป้องกันหมัด ข้อควรคำนึงคือ หมัดตัวเมีย 1 ตัวสามารถวางไข่ได้ถึง 40-50 ฟอง ปริมาณหมัดที่พบบนตัวสัตว์เลี้ยงจะเป็นเพียงแค่ส่วนน้อย จะมีส่วนมากอยู่ตามสิ่งแวดล้อมดังนั้นการกำจัดป้องกันหมัดจึงต้องทำให้กับสัตว์เลี้ยงทุกตัวที่เลี้ยงและสิ่งแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ ในตัวที่มีปัญหาการแพ้รุนแรงต้องได้รับการรักษากับสัตวแพทย์ทันที

เห็นได้ว่าหมัดเป็นตัวก่อปัญหาหลายอย่าง ดังนั้นเมื่อพบว่าสุนัขมีหมัดแล้วอย่างนิ่งนอนใจ ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงทีนะคะ

ศูนย์โรคผิวหนังโรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน มีสาระน่ารู้มาให้เจ้าของสุนัขได้มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลสัตว์เลี้ยงของท่านอย่างถูกต้องและถูกวิธี  และหากมีข้อสงสัยสอบถามมาได้ที่  โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน 02-887-8322-3  หรือที่ เฟชบุ๊ค  https://www.facebook.com/tcahFanpage

References

– A colous handbook of skin disease of the dog and cat
– A practice guide to canine dermatology


สพ.ญ.ศรณภัทร ปิยะวรศักดิ์
แผนกโรคผิวหนัง, แผนกอายุรกรรม
โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน