โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

เป็นโรคที่พบได้ทั้งในสุนัขและแมว เกิดจากความผิดปกติในการสร้างอินซูลินหรือประสิทธิภาพใน
การออกฤทธิ์ลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายของสัตว์ไม่สามารถนำนํ้าตาลที่ได้
จากการทานอาหารไปใช้เป็นพลังงานต่อได้ ดังนั้นร่างกายของสัตว์จึงมีภาวะนํ้าตาลในเลือดสูงกว่าปกติ

สัตว์ที่เสี่ยงต่อการป่วย
แมว
-อายุมากกว่า 7 ปี
-พบในเพศผู้มากกว่าเพศเมีย
-อ้วน
-สายพันธุ์เสี่ยง Burmese
มีโรคอื่นๆ เช่น ฮอร์โมนต่อมหมวกไตผิดปกติ ตับอ่อนอักเสบ ฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติ

สุนัข
-อายุประมาณ 8-12 ปี
-มักพบในเพศเมียที่อ้วน
-สายพันธุ์เสี่ยง Miniature poodle, Dachshund, Schnauzer, Beagle, Australian terrier, Samoyed
มีโรคอื่นๆเช่น ฮอร์โมนต่อมหมวกไตผิดปกติ ตับอ่อนอักเสบ ฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติ


ชนิดของโรคเบาหวานมี 2 ชนิดด้วยกัน

1. โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes mellitus/ IDDM) Type I Diabetes)
มักพบในสุนัข เกิดจากการที่ตับอ่อนของสัตว์สร้างอินซูลินไม่ได้เลย หรือสร้างได้แต่ได้น้อยมาก

2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-insulin-dependent diabetes mellitus/NIDDM) Type II Diabete)
พบว่าในแมวมักป่วยเป็นเบาหวานชนิดนี้ เกิดจากการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ
หรือสร้าง
อินซูลินได้แต่ไม่ออกฤทธิ์ ทำให้มีระดับนํ้าตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น ได้เช่นกัน

โรคเบาหวาน
อาการโรคเบาหวาน

ในบางรายที่ตรวจพบโรคเบาหวานช้าอาจแสดงอาการรุนแรงมากขึ้น จนเกิดภาวะที่เรียกว่าเบาหวานเป็นพิษ
(Diabetic Keto Acidosis(DKA) คือ เกิดจากการที่ร่างกายนำนํ้าตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงต้องใช้พลังงาน
จากแหล่งอื่นแทน เช่นไขมัน จึงได้กรด(คีโตน) ออกมาปริมาณมากทำให้เกิดภาวะร่างกายเป็นกรดอย่างรุนแรง
อาการที่พบ อาเจียน ท้องเสีย ซึม เบื่ออาหาร ขาดนํ้าอย่างรุนแรงถือเป็นภาวะฉุกเฉินหากไม่ได้รับการรักษาอย่าง
ทัน ท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวาน

1. การตรวจวัดระดับนํ้าตาลในกระแสเลือด ควรงดนํ้า อาหารมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ
2. ตรวจระดับนํ้าตาลในปัสสาวะ
3. การตรวจวัดระดับของฟรุกโตซามีน (frustosamine level)สามารถวินิจฉัยระดับนํ้าตาลในระยะ 2-3 สัปดาห์
ของสัตว์ได้

การรักษา

1. การฉีดฮอร์โมนอินซูลิน ในการฉีด อินซูลิน สัตวแพทย์จะเป็นผู้กำหนด ปริมาณ / จำนวนครั้งที่ฉีด
โดยให้เจ้าของฉีด
ให้สัตว์เองทุกวัน ขนาดอินซูลินที่ใช้ในแต่ละตัวอาจไม่เท่ากันแม้ว่าจะมีนํ้าหนักเท่ากัน
ก็ตาม เนื่องจากการเผาผลาญ และการนำอินซูลินไปใช้ได้แต่ละตัวไม่เหมือนกัน ดังนั้นแพทย์จะทำการวัด
ระดับนํ้าตาล กลูโคสในเลือดก่อนและหลัง ฉีดอินซูลินในช่วงเวลาต่างๆของวัน (Blood glucose curve)
เพื่อหาขนาดของอินซูลินที่เหมาะสมกับแต่ละตัว มักจะนัดให้มาทำการตรวจนี้ซํ้าทุก 1-2 เดือน

อินซูลินที่ใช้ไม่ได้ผล สัตว์ยังมีภาวะนํ้าตาลสูงกว่าปกติ ทั้งที่ให้อินซูลิน

• ร่างกายเกิดการต่อต้านอินซูลินที่ให้ได้ (Insulin resistance)ขึ้นมา • ให้อินซูลินไม่ถูกต้อง เช่น
ให้ไม่ตรงขนาดหรือให้ไม่ตรงเวลาหรือใช้อินซูลินที่หมดอายุ การจัดเก็บอินซูลินไม่เหมาะสม
ไม่ได้แช่ในตู้เย็นที่มี่อุณหภูมิคงที่ไม่ได้กลิ่ง (mix) ขวดอินซูลินบนฝ่ามือให้เข้ากันก่อนที่จะนำมาใช้
สัตว์ได้รับอาหารมาก เกินไป หรือมีปัญหาโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เป็นต้น

2.อาหาร เป็นแหล่งที่ทำให้มีนํ้าตาลในร่างกายสูง ดังนั้นอาหารของสัตว์ป่วยโรคเบาหวาน ควรเป็นอาหาร
ที่จำกัดปริมาณ ของคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เน้นให้มีกากใยหรือไฟเบอร์สูงๆ การคุมอาหารจะมีส่วนช่วย
ในการรักษาอย่างมาก เพราะการฉีดอินซูลิน จะคำนวณจากความต้องการพลังงานในแต่ละวัน หรืออาหาร
ที่สัตว์ทานในแต่ละมื้อและ ไม่ควรให้ขนมอื่นๆ เพราะจะทำให้ยากต่อการควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด 

3.ออกกำลังกาย สัตว์ที่เป็นโรคเบาหวานควรได้รับการออกกำลังกายอย่างพอเหมาะและสมํ่าเสมอ
เพื่อช่วยให้การทำงานของ อินซูลินดีขึ้น อีกทั้งการออกกำลังกายยังเป็นการช่วยควบคุมนํ้าหนัก
และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้นด้วย แต่เราก็ไม่ควรให้น้องหมาออกกำลังกายหนักเกินไป
ไม่เช่นนั้นอาจเกิดภาวะนํ้าตาลในเลือดตํ่า (hypoglycemia) ตามมาได้

ทีมสัตวแพทย์
โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน