โรคไข้หัดสุนัข Canine Distemper (CD)

โรคไข้หัดสุนัข
โรคไข้หัดสุนัข Canine Distemper (CD)

โรคไข้หัดสุนัขหรือที่เรียกว่า Canine Distemper (CD) เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงมากของสุนัข และยังเป็นโรคที่รักษาไม่ได้อีก
เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข Canin Distemper Virus (CDV) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Morbillivirus ทำให้เกิดโรคได้ในสุนัขและสัตว์
อื่นที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับ สุนัข เช่น สุนัขป่า มิ้งค์ สกั๊งค์ แรคคูณและ เฟอร์เร็ท ซึ่งสัตว์เหล่านี้มักจะเป็นตัวพาหะนำโรคมาสู่
สุนัขบ้าน

ไข้หัดสุนัข เป็นโรคติดเชื้อที่พบอาการได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ทั้งในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร
ระบบประสาท และ ผิวหนัง โดยการเกิดโรคมักจะรุนแรง อัตราการตายสูง โดยเฉพาะในลูกสุนัขอายุระหว่าง 6-12 สัปดาห์
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความไวต่อไวรัสชนิดนี้

สาเหตุของโรค
ไข้หัดสุนัขเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Morbillivirus ซึ่งเป็น RNA virus เชื้อจะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน แสงแดด
อากาศแห้ง และน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในกลุ่มอีเทอร์ ฟีนอล คลอโรฟอร์ม และคลอไรด์

การติดเชื้อ
การติดเชื้อ ไข้หัดสุนัข ที่สำคัญมากที่สุดคือ การหายใจเอาเชื้อที่ปะปนในอากาศเข้าไป ซึ่งการติดต่อทางการหายใจถือว่า
เป็นการติดต่อได้ง่ายที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าสามารถติดต่อ ได้จากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำตา อุจจาระ ปัสสาวะ
หรือสิ่งคัดหลั่งอื่นๆ โดยตรง  หลังจากสุนัขได้ รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว เชื้อไวรัสจะเข้าไปฟักตัวอยู่ที่ทอนซิล
และต่อมน้ำเหลืองในบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น

ระยะฟักตัว
โรคในสุนัขเฉลี่ยประมาณ 7-14 วัน โดยในระยะนี้เราอาจไม่พบความผิดปกติต่อตัวสุนัข หลังจากนั้นก็จะมีการแพร่กระจายของ
เชื้อไวรัสไปทั่วร่างกาย โดยผ่านทางเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Iymphocyte) โมโนไซด์ (Monocyte) รวมทั้งแมกโครฟาจ์
(Macrophage) ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบน้ำเหลือง และกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อแบคทีเรีย
แทรกซ้อนได้ง่าย รวมทั้งตัวไวรัสเองเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกายจึงมักพบว่าสุนัขป่วย มักจะติดเชื้อได้หลายๆ
ระบบร่วมกัน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบผิวหนัง และระบบประสาท

อาการของโรค
1. มีไข้สูง ซึม อ่อนแรง เบื่ออาหาร พบได้ในระยะแรกที่มีการฟักตัวของโรค
2. ระบบทางเดินหายใจ พบน้ำมูก เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตา น้ำตาไหล ไอ จาม หายใจลำบาก ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อ
แบคทีเรียแทรกซ้อน น้ำมูกน้ำตาที่พบก็จะมีลักษณะขุ่นข้น

3. ระบบทางเดินอาหาร มักจะพบว่าสุนัขมีอาเจียน และท้องเสีย แต่อาการจะไม่รุนแรงเหมือนการติดเชื้อลำไส้อักเสบ
4. ระบบผิวหนัง พบว่าสุนัขจะมีตุ่มหนองกระจายตามตัว โดยจะพบมากบริเวณใต้ท้อง นอกจากนั้นในสุนัขที่มีการติดเชื้อแบบ
เรื้อรังจะพบว่า ผิวหนังบริเวณอุ้งเท้าจะหนาตัวขึ้นมากกว่าปกติ (hard pad)

5. ระบบประสาท เมื่อเชื้อไวรัสกระจายเข้าสู่ก้านสมอง สมอง และไขสันหลัง ทำให้สุนัขไม่รู้สึกตัว แสดงอาการกล้ามเนื้อกระตุก
ปากกระตุก หัวกระตุก ชัก ร้องครวญคราง ควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองไม่ได้ อาการที่พบบ่อย ๆ คือสุนัขจะเกร็ง
งับปาก(gum chewing)

การวินิจฉัย
1. ประวัติ และอาการของสัตว์ป่วย
2. ตรวจเลือด ดูภาวะติดเชื้อไวรัสในกระแสเลือด ซึ่งเป็นการตรวจที่ไม่เฉพาะเจาะจง และอ่านผลเลือดได้ไม่แน่นอน
3. การตรวจทางเซลล์วิทยา ย้อมสีดู Inclusion body ซึ่งมีความแม่นยำน้อย และไม่นิยมในปัจจุบัน
4. การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันหรือแอนตี้บอดี้ของร่างกายที่มีต่อเชื้อไวรัส แต่การแปรผลอาจจะผิดพลาด ถ้าหากว่าสุนัขมี
ภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดมาจากแม่ หรือได้รับภูมิคุ้มกันจากการทำวัคซีน

5. การตรวจหาเชื้อไวรัสโดยตรงในกระแสเลือด น้ำมูก น้ำตา และสิ่งคัดหลั่งต่างๆ วิธีนี้จะมีความแม่นยำสูงเป็นที่ยอมรับ
ในปัจจุบัน และมีค่าใช้จ่ายสูง

การรักษา
ยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดใดโดยตรง ที่จะใช้ในการรักษาโรคไข้หัดสุนัขได้ผล การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการและ
ป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ดังนี้คือ

1. ให้ยาปฎิชีวนะ ควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
2. ให้น้ำเกลือ และสารอาหารเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและสารอาหาร
3. ให้ออกซิเจนในกรณีที่สุนัขมีอาการหายใจลำบาก ขาดออกซิเจนเนื่องจากเกิดปอดติดเชื้อ (Pneumonia)
4. ให้ยาสงบประสาท หรือยาแก้ชักในกรณีที่สุนัขมีอาการทางประสาทเนื่องจากเชื้อไวรัสเข้าสู่สมอง

การป้องกัน
1. แยกเลี้ยงสุนัขที่ไม่ทราบประวัติวัคซีนประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนนำมาเข้ากลุ่ม
2. ให้วัคซีนในลูกสุนัข โดยลูกสุนัขในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หัดสุนัข โดยทั่วไปจะทำวัคซีนได้ในอายุ 8 สัปดาห์
สัปดาห์ ที่ 12 ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำเข็มที่ 2 เพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงพอที่จะป้องกันโรคได้ และ สัปดหา์ที่ 16 ฉีดกระตุ้น
เข็มที่ 3 หลังจากนั้นควรจะทำวัคซีนไข้หัดสุนัขซ้ำทุก ๆ ปี

โดยในปัจจุบันได้มีการพัฒนานำวัคซีนไข้หัดสุนัขไปร่วมกับวัคซีนป้องกันโรคชนิดอื่นๆ เช่น ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ
เลปโตสไปโรซิส (โรคฉี่หนู) หวัด-หลอดลมอักเสบติดต่อ และพิษสุนัขบ้า เพื่อความสะดวก และจดจำง่าย

สพ.ญ.อรญา ประพันธ์พจน์
แผนกอายุรกรรม, แผนกศัลยกรรม, แผนกโรคหัวใจ
โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน