โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน

โรงพยาบาลสัตว์ ที่เริ่มต้นจากคลินิกเล็กๆ ย่านเสาชิงช้า ด้วยความความรู้ความสามารถและการให้บริการรักษาสัตว์อย่างเต็มหัวใจ จึงทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงไว้วางใจเรื่อยมา และได้ขยายมาเป็นโรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน ณ ปัจจุบัน โดยอาศัย ประสบการณ์กว่า 47 ปี ให้บริการศูนย์แพทย์เฉพาะทาง 24 ชม. 

บริการของเรา

ห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชันเป็นห้องผ่าตัดแบบความดันบวก ความสะอาดและมาตรฐานความปลอดภัยผ่านมาตรฐาน

เปิดรักษาพร้อมให้คำแนะนำปรึกษาโรคทางโทรศัพท์ด้วยทีมสัตวแพทย์เฉพาะทาง ตลอด 24 ชั่วโมง

ให้บริการอาบน้ำและตัดแต่งขนสำหรับสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร โดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมและได้รับการรับรองจาก Starwood

เคสส่งต่อสัตว์ป่วย

ศูนย์บริการรับส่งต่อสัตว์ป่วย ระหว่างสถานพยาบาลสัตว์ เราพร้อมรองรับเคส 24 ชม. พร้อมรักษาทั้งโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทาง มีบริการรถรับ-ส่ง

ร้านจำหน่ายสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงภายในโรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงหลากหลายและครบครัน

คาเฟ่ Pet Friendly บรรยากาศภายในตกแต่งด้วยดอกไม้ ต้นไม้หลากหหลายสีสันที่ลงตัว ให้บรรยากาศแบบสวนดอกไม้

แพ็กเกจและโปรโมชั่น

ทำหมันกระต่าย

แพ็กเกจทำหมันกระต่าย

ทำหมันกระต่าย โดยสัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน ตรวจเลือดก่อนทำหมันทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพน้องกระต่ายที่เรารัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02 887 8321 – 3 กลับไปหน้ารวม Package

อ่านต่อ »
ทำหมันสุนัขและแมว

โปรแกรมทำหมันสุนัขและแมว

แพ็คเกจทำหมันสุนัขและแมว ทำหมันดียังไงบ้าง? 💙 ลดการเกิดโรคทางระบบสืบพันธุ์ 💙 ลดภาวะการเกิดมดลูกอักเสบ💙 ลดอัตราการเกิดเนื้องอกเต้านม 💙 ลดภาวะต่อมลูกหมากโตในตัวผู้ 💙 ลดพฤติกรรมก้าวร้าว การหนีเที่ยว ทำหมันที่โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชันดีอย่างไร? 💛ดมยาสลบทำโดยวิสัญญีสัตวแพทย์💛ห้องผ่าตัดมาตรฐาน ISO 14644-1 / ISO 14644-3 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลคน รับรองโดย 𝐈𝐧𝐧𝐨𝐯𝐚𝐭𝐢𝐯𝐞 𝐂𝐨𝐧𝐬𝐮𝐥𝐭𝐚𝐧𝐭 𝐀𝐧𝐝 𝐄𝐧𝐠𝐢𝐧𝐞𝐞𝐫𝐢𝐧𝐠 𝐂𝐨.,𝐋𝐭𝐝.💛มีเครื่องติดตามสัญญาณชีพและคุณหมอดูแลตลอดการผ่าตัด💛อุปกรณ์และเครื่องมือผ่าตัดผ่านกระบวนการ Sterilization ด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วยพลาสม่า และก๊าซไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2 ) ที่อุณหภูมิต่ำ *ราคายังไม่รวมค่าอาหาร หากมีอาหารประจำสามารถนำมาเองได้ระหว่างการฝากเลี้ยง**ราคายังไม่รวม vat…………………….. ****จองทำหมันทัก Inbox หรือ Line @talingchanpet ได้เลยค่ะ  โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน เปิดตลอด 24 ชั่วโมง 063 951 5591 หรือ 02 887 8321 – 3รวมทุกช่องทางติดตาม รพ.ส.ตลิ่งชัน allmylinks.com/talingchanpet โทรนัดหมาย ทำนัดออนไลน์

อ่านต่อ »

บทความสุขภาพสัตว์เลี้ยง

แก้ไม่ตก! ทำไมน้องหมาฉี่ไม่เป็นที่?  รวมสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาที่เจ้าของต้องรู้

ทำไมสุนัขที่เคยขับถ่ายเป็นที่ ถึงกลับมาฉี่เรี่ยราด ไม่เป็นที่? นี่คือปัญหาที่เจ้าของหลายคนกำลังพบเจอ ปัญหาการฉี่ไม่เป็นที่เป็นมากกว่าเรื่องของ “นิสัยไม่ดี” มันคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ามีบางอย่าง “ผิดปกติ” เกิดขึ้นกับสุนัขของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางร่างกายที่เขาบอกเราไม่ได้ หรือความเครียดที่สะสมอยู่ในใจ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะทุกอย่างยังแก้ไขได้ ซึ่งก่อนอื่นเราอยากจะพามาหาสาเหตุที่แท้จริงกัน ว่าทำไมน้องหมาถึงมีพฤติกรรมฉี่ไม่เป็นที่ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดกัน สาเหตุทางสุขภาพ หากน้องหมาที่เคยขับถ่ายเป็นที่เป็นทางมาตลอด จู่ๆ กลับมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป… อย่าเพิ่งดุหรือทำโทษเขานะคะ เพราะนี่อาจไม่ใช่ความซุกซน แต่เป็นสิ่งที่ร่างกายเขากำลังร้องบอกว่า “หนูไม่สบายอยู่นะ”   สิ่งแรกที่เจ้าของต้องสงสัย คือปัญหาสุขภาพเหล่านี้ค่ะ กลุ่มโรคระบบทางเดินปัสสาวะ: ไม่ว่าจะเป็น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ โรคนิ่ว ซึ่งทำให้น้องเจ็บแสบเวลาขับถ่าย หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ โรคร้ายแรงภายใน: อาการฉี่บ่อยหรือกลั้นไม่อยู่ อาจเกิดจาก โรคไต (ภาวะไตเสื่อม) หรือ โรคเบาหวาน ซึ่งส่งผลต่อระบบน้ำในร่างกายโดยตรง ภาวะความเสื่อมตามวัย: เช่น ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัญหา ความเจ็บปวดทางร่างกาย โดยเฉพาะน้องหมาแก่ที่เป็น โรคข้อสะโพกเสื่อม การจะลุกเดินไปที่ห้องน้ำไกลๆ เป็นเรื่องทรมาน พวกเขาจึงจำเป็นต้องเลือกฉี่ในจุดที่ใกล้และง่ายที่สุดแทน 🚩 ข้อสังเกตสำคัญ หากการขับถ่ายผิดที่ มาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น น้องดูซึมลง เบื่ออาหาร อาเจียน หรือฉี่มีสีและกลิ่นผิดปกติ ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจเช็กโดยด่วนที่สุด ก่อนที่อาการจะลุกลาม สาเหตุทางพฤติกรรมและอารมณ์ หลังจากที่คุณหมอยืนยันแล้วว่าน้องหมาของเราสุขภาพแข็งแรงดี แต่หากยังมีพฤติกรรมฉี่ไม่เป็นที่อยู่ สาเหตุอาจมาจากเรื่องเหล่านี้การสร้างอาณาเขต การฝึกขับถ่ายยังไม่สมบูรณ์ : อาจเกิดจากการที่เจ้าของฝึกไม่ต่อเนื่อง, สุนัขยังไม่เข้าใจว่าต้องฉี่ตรงไหนกันแน่ โดยเฉพาะในลูกสุนัขหรือสุนัขที่เพิ่งย้ายบ้านใหม่ ความเครียดและความวิตกกังวล : นี่คือสาเหตุใหญ่ที่หลายคนมองข้าม และไม่รู้ว่าสุนัขสามารถแสดงความเครียดผ่านการขับถ่ายได้ ภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก : จะฉี่ (หรืออึ) เรี่ยราด เฉพาะเวลาที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม : เช่น ย้ายบ้าน, จัดเฟอร์นิเจอร์ใหม่, มีสมาชิกใหม่ (คนหรือสัตว์), หรือมีสัตว์อื่นนอกบ้าน ความกลัว : กลัวเสียงดัง เช่น ฟ้าร้อง, พลุ หรือเสียงก่อสร้าง การฉี่เพื่อแสดงการยอมจำนน : สุนัขอาจฉี่ราดเมื่อรู้สึกถูกคุกคาม, ถูกดุ, หรือแม้กระทั่ง “ตื่นเต้นดีใจ” มากๆ เวลาเจอเจ้าของ ซึ่งมักพบในลูกสุนัขที่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง วิธีแก้ปัญหาที่เจ้าของต้องรู้ เพราะการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของน้องหมา ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันเดียว แต่ต้องอาศัย ความรัก ความอดทน และความเข้าใจ อย่างสูงมากๆ อย่าเพิ่งท้อนะคะ… เรามาค่อยๆ เริ่มปรับกันไปทีละสเต็ปพร้อมๆ กันดีกว่า ห้ามลงโทษเด็ดขาด: การดุ

อ่านต่อ

แฮมสเตอร์ต้องเลี้ยง 1 ตัว = 1 กรง จริงหรอ!

ต้องเลี้ยง 1 ตัว ต่อ 1 กรง จริงหรอ! ต้องเลี้ยง 1 ตัว ต่อ 1 กรง จริงหรอ!              หลายคนที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงแฮมสเตอร์ มักเกิดคำถามในใจว่า “ควรเลี้ยงแฮมสเตอร์กี่ตัวดี และถ้าเลี้ยงน้องเพียงตัวเดียว น้องจะเหงาหรือเปล่านะ?” จึงตัดสินใจซื้อน้องมาเลี้ยงหลายตัวพร้อมกัน แล้วจับให้อยู่รวมกันในกรงเดียว เพราะคิดว่าจะทำให้น้องมีเพื่อนและมีความสุขมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพและชีวิตของน้องได้เลยทีเดียว เพราะอะไรจึงห้ามเลี้ยงแฮมสเตอร์รวมกัน 1.พฤติกรรมตามธรรมชาติของแฮมสเตอร์ แฮมสเตอร์ไม่เหมือนหนูตะเภาหรือสัตว์ฟันแทะบางชนิด เพราะโดยธรรมชาติแล้วพวกเขาเป็นสัตว์ที่ หวงถิ่น (Territorial) และ ชอบอยู่ตัวเดียว (Solitary) แต่ละตัวต้องการพื้นที่ส่วนตัวในการกิน เดิน วิ่ง และนอน การบังคับให้อยู่รวมกัน มักจะทำให้เกิดความเครียดและการทะเลาะกัน 2.ความเสี่ยงที่อาจเกิดหากเลี้ยงแฮมสเตอร์รวมกัน การเลี้ยงแฮมสเตอร์รวมกันในกรงเดียว อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ ๆ เช่น แฮมสเตอร์กัดกันจนบาดเจ็บ หรือบางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต แย่งอาหารและน้ำ ทำให้บางตัวอ่อนแอหรือขาดสารอาหาร ความเครียดสะสม → ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้น้องป่วยง่ายขึ้น แล้วมีข้อยกเว้นไหม? แฮมสเตอร์ซีเรีย หรือ ไซเรียน (Syrian Hamster) ➝ ต้องเลี้ยงเดี่ยว 100%  แฮมสเตอร์แคระเช่น โรโบรอฟสกี้ , แคมป์เบลล์ ➝ บางครั้งเลี้ยงรวมได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงสูง ต้องคอยสังเกตตลอดเวลา แต่เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้เลี้ยง 1 กรง : 1 ตัว จะดีที่สุด  ทำไมที่ร้านขายแฮมเตอร์ถึงเลี้ยงรวมกันได้ เพราะแฮมสเตอร์ที่วางขายก่อนที่เราจะไปซื้อมานั้นยังคงเป็นลูกแฮมสเตอร์ที่อายุยังไม่ถึง 1 เดือน และแฮมเตอร์จะเริ่มมีพฤติกรรมหวงถิ่นหลังจากมีอายุเกิน 1 เดือนขึ้นไป วิธีเลี้ยงให้แฮมสเตอร์มีความสุขแม้อยู่ตัวเดียว ไม่ต้องกังวลว่าน้องจะเหงา เพราะโดยธรรมชาติแฮมสเตอร์ไม่ใช่สัตว์สังคมค่ะ แต่เจ้าของสามารถเพิ่มความสุขให้น้องได้ด้วยการ: เลือกกรงที่กว้างพอ มีที่ซ่อนและที่ปีนป่าย จัดของเล่น เช่น ล้อวิ่ง, ท่อ, บ้านเล็ก ๆ ซ่อนอาหารเล็ก ๆ ไว้ให้น้องได้ค้นหาเอง → กระตุ้นสัญชาตญาณตามธรรมชาติ ให้เวลาในการเล่นและปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของอย่างสม่ำเสมอ การเลี้ยงแฮมสเตอร์ 1 กรง ต่อ 1 ตัว ไม่ใช่การแยกเขาออกจากเพื่อน  แต่คือการให้พื้นที่ปลอดภัยที่เหมาะสมกับธรรมชาติของเขาจริง ๆ หากเจ้าของท่านใดยังไม่แน่ใจเรื่องการเลี้ยงหรือการจัดกรง สามารถมาปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน ได้เลยนะคะ

อ่านต่อ
ปล่อยให้แมวอ้วน อันตรายกว่าที่คิด

ปล่อยให้แมวอ้วน…อันตรายกว่าที่คิด

 หลายคนอาจคิดว่าแมวอ้วนดูน่ารัก น่าฟัด ตัวกลมๆ ขาสั้นๆ ยิ่งเห็นในโซเชียลแล้วยิ่งรู้สึกว่าน่าเอ็นดู แต่ความจริงแล้ว ความอ้วนนั้นแฝงไปด้วยอันตรายต่อสุขภาพของแมวมากมาย ที่เจ้าของหลายคนอาจมองข้ามไป ทำไมแมวถึงอ้วนได้ง่าย? แมวบ้านส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จำกัด กิจกรรมก็น้อยกว่าแมวที่อยู่กลางแจ้ง อีกทั้งยังได้รับอาหารสำเร็จรูปที่มีพลังงานสูงและมีรสชาติดี ทำให้กินง่าย กินเพลิน เมื่อกินมากเกินไปแต่ใช้พลังงานน้อย ร่างกายจึงสะสมไขมันและนำไปสู่ภาวะ โรคอ้วน  ความเสี่ยงเมื่อแมวอ้วนเกินไป การปล่อยให้แมวอ้วนไม่ได้แค่ทำให้เดินอุ้ยอ้ายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายอย่าง เช่น เบาหวานในแมว (Diabetes Mellitus) แมวอ้วนมีโอกาสเป็นเบาหวานสูง ทำให้ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต โรคข้อเสื่อม (Arthritis) น้ำหนักที่มากขึ้นกดทับข้อต่อ ทำให้เจ็บและเดินลำบาก โรคหัวใจและความดันสูง โรคไขมันพอกตับ โรคระบบทางเดินหายใจ ไขมันที่เยอะขึ้นทำให้ความจุในช่องอกลดลง ทำให้หายใจลำบาก มีความเสี่ยงในการผ่าตัดและดมยาสลบมากกว่าปกติ ดูแลแมวให้หุ่นดีอย่างไร? ควบคุมอาหาร : เลือกอาหารสูตรควบคุมน้ำหนักและให้ในปริมาณที่เหมาะสม กระตุ้นให้ขยับตัว : เล่นกับแมวให้มากขึ้น ใช้ของเล่นให้แมววิ่งไล่หรือปีนป่าย หมั่นชั่งน้ำหนัก : เพื่อตรวจเช็กและปรับอาหารตามความเหมาะสม ปรึกษาสัตวแพทย์ : เพื่อวางแผนการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย แมวอ้วนไหม? เช็กยังไงให้รู้ชัด แมวบางตัวดูตัวใหญ่แต่จริง ๆ ไม่ได้อ้วน หรือบางตัวดูขนฟูแต่มีไขมันแอบซ่อนอยู่ การประเมินว่าแมวอ้วนหรือไม่ ไม่ควรดูแค่ด้วยตา ต้องใช้การสังเกตร่วมด้วย คลำแล้วไม่เจอกระดูกซี่โครงเลย = มีไขมันชั้นหนาปกคลุม มองจากด้านบนแล้วไม่มีเอวเว้าเลย = ตัวกลมเหมือนถัง น้ำหนักเกินจากค่ามาตรฐานสายพันธุ์ มากกว่า 15–20% หากไม่แน่ใจ ลองให้สัตวแพทย์ช่วยประเมิน Body Condition Score (BCS) ซึ่งเป็นวิธีประเมินภาวะโภชนาการแมวแบบมาตรฐาน แมวที่อ้วนเกินไปแม้จะดูน่ารักในสายตาเรา แต่จริงๆ แล้วเขากำลังเสี่ยงต่อโรคร้ายและคุณภาพชีวิตที่แย่ลงอย่างมาก เจ้าของควรดูแลเรื่องอาหารและการออกกำลังกายของแมวให้สมดุล เพื่อให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ อย่างมีความสุขและสุขภาพดี แหล่งอ้างอิงhttps://www.petobesityprevention.org https://www.drzkin.com/blog/obesity-is-more-dangerous-than-you-think/ https://beyondpets.com/pet-health-plus/obesity-in-cats/

อ่านต่อ

5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระต่าย ที่หลายคนอาจ ’เอ๊ะ’!

  หลายคนคิดว่าการเลี้ยงกระต่ายเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับมีหลายเรื่องเลยที่คนเข้าใจผิดกันเกี่ยวกับกระต่าย ทำให้คนดูแลกระต่ายหลายคนอาจดูแลน้องผิดวิธี กระต่ายอาจดูเป็นสัตว์เลี้ยงที่เรียบร้อย ไม่ซน ไม่เสียงดัง แต่เบื้องหลังความน่ารักนั้นคือการดูแลอย่างถูกวิธีในเรื่องอาหาร สุขภาพ และ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจใหม่กันกับเรื่องเข้าใจผิดต่างๆเกี่ยวกับกระต่ายที่หลายคนอาจเผลอเชื่อไปแบบไม่รู้ตัว 1.อาหารหลัก ❌Myth: กระต่ายกินแครอทเป็นอาหารหลัก✅Fact: กระต่ายควรกินหญ้าแห้งเป็นหลัก 70-80%  หญ้าแห้ง เช่น หญ้าทิโมธี หรือหญ้าอัลฟัลฟ่า (สำหรับลูกกระต่าย) มีความสำคัญมากต่อระบบย่อยอาหารของกระต่าย ช่วยให้ฟันของกระต่ายที่งอกยาวได้สึกตามธรรมชาติ และป้องกันปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น ภาวะลำไส้อืด ส่วนแครอทและผักอื่นๆ เป็นเพียงอาหารเสริมในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากมีน้ำตาลสูง หากกินเยอะเกินไปอาจทำให้น้องท้องอืด ท้องเสีย หรือรุนแรงถึงภาวะลำไส้อืดเลยก็เป็นได้ 2.การอาบน้ำ ❌Myth: กระต่ายอาบน้ำได้✅Fact: หากไม่มีความจำเป็น หรือไม่ใช่คำแนะนำของสัตวแพทย์ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำจะดีกว่า    การอาบน้ำอาจทำให้กระต่ายเครียดและตกใจอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การบาดเจ็บในขณะที่อาบน้ำได้ นอกจากนี้ขนที่หนาแน่นของกระต่ายเมื่อเปียกน้ำจะแห้งยากมาก และจับตัวเป็นก้อน กว่าจะทำให้กลับมาแห้งสนิทใช้เวลานานเป็นหลักชั่วโมง อาจเสี่ยงต่อภาวะตัวเย็นจนเกินไป (Hypothermia) และการติดเชื้อที่ผิวหนังและปอดได้ เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดกระต่ายควรใช้วิธีเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรืออาบน้ำด้วยแชมพูอาบน้ำแห้งเฉพาะจุดที่สกปรกเท่านั้น 3.การเข้าสังคม ❌Myth: กระต่ายเป็นสัตว์โดดเดี่ยว✅Fact: กระต่ายเป็นสัตว์สังคม เหมาะที่จะเลี้ยงหลายตัว   ตามธรรมชาติแล้ว กระต่ายเป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกันเป็นฝูง การมีเพื่อนกระต่ายจะช่วยลดความเครียด ความเบื่อหน่ายซึ่งกันและกันได้และส่งเสริมพฤติกรรมตามธรรมชาติ ทำให้กระต่ายมีสุขภาพจิตที่ดีและมีความสุขมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การนำกระต่ายตัวใหม่มาอยู่ร่วมกับตัวอื่นๆ จำเป็นต้องมีการทำความรู้จักที่ค่อยเป็นค่อยไป 4.การตรวจสุขภาพ ❌Myth: กระต่ายไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ✅Fact: กระต่ายเสี่ยงโรคฟันยาวผิดปกติ, พยาธิในหู, ท้องอืด ควรตรวจทุก 6-12 เดือน  กระต่ายเป็นสัตว์ที่ซ่อนอาการได้เก่ง เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพประจำปี (หรือทุกๆ 6 เดือนสำหรับกระต่ายสูงวัย) โดยสัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสัตว์พิเศษ (Exotic Pets) จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะเราสามารถตรวจพบปัญหาสุขภาพที่น้องอาจเป็นได้ เช่น โรคฟันยาวผิดปกติ, การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ, และปัญหาในระบบย่อยอาหาร ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้น 5.ความอ้วน ❌Myth: กระต่ายอ้วน = สุขภาพดี✅Fact: อ้วน = เสี่ยงข้อเสื่อม, เบาหวาน, ระบบย่อยแย่  ภาวะน้ำหนักเกินในกระต่ายอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงหลายอย่างได้ เช่น โรคข้ออักเสบ, โรคหัวใจและหลอดเลือด, หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะตับไขมัน (Hepatic Lipidosis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตน้องได้ นอกจากนี้กระต่ายที่อ้วนเกินไปจะไม่สามารถทำความสะอาดตัวเองและกินมูลอ่อนของตัวเองได้ (Cecotropes) ซึ่งเป็นสารอาหารที่กระต่ายจำเป็นต้องกินเพื่อที่จะดูดสารอาหารที่สำคัญเข้าไป เพราะถ้าน้องไม่ได้กิน จะส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวมได้   การเลี้ยงกระต่ายให้มีสุขภาพดีและมีความสุข ไม่ได้ยากเกินไป…แค่ต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้อง หากคุณเป็นเจ้าของกระต่ายมือใหม่ หรือเป็นเจ้าของเลี้ยงมานานแต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลที่เหมาะสม รวมถึงสัตว์ exotic ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร

อ่านต่อ
นอกจากคนแล้ว สัตว์ก็สามารถบริจาคร่างกายเพื่อเป็น “อาจารย์ใหญ่” ให้กับนักศึกษาสัตวแพทย์ได้เหมือนกัน เพื่อใช้ในการเรียนรู้โครงสร้างร่างกายจริง ๆ และช่วยพัฒนาการรักษาสำหรับสัตว์อื่น ๆ ในอนาคต

สัตว์เลี้ยงของเราก็สามารถบริจาคร่างกายเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ได้

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า…นอกจากคนแล้ว สัตว์เลี้ยงก็สามารถบริจาคร่างกายเพื่อเป็น “อาจารย์ใหญ่” ให้กับนักศึกษาสัตวแพทย์ได้เหมือนกัน เพื่อใช้ในการเรียนรู้โครงสร้างร่างกายจริงๆ และช่วยพัฒนาการรักษาสำหรับสัตว์อื่นๆในอนาคต

อ่านต่อ
ภาวะอัณฑะทองแดง คืออาการผิดปกติของอัณฑะที่ไม่เคลื่อนตัวลงมาในถุงอัณฑะ

ภาวะอัณฑะทองแดงในสัตว์เลี้ยงอันตรายแค่ไหน

  ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับภาวะอัณฑะทองแดงกันก่อนว่าคืออะไร อัณฑะทองแดงคือ ภาวะอาการผิดปกติของอัณฑะที่ไม่เคลื่อนตัวลงมาในถุงอัณฑะ สามารถเกิดขึ้นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ทำให้ค้างอยู่บริเวณขาหนีบหรือช่องท้อง ซึ่งพบได้ในทั้งหมา สุนัข และแมวตัวผู้ สายพันธุ์สุนัขที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นภาวะอัณฑะทองแดง ได้แก่ ชิวาว่า               ปอมเมอเรเนียน         พุดเดิ้ล ยอร์คเชียร์ เทอร์เรียร์ ชเนาเซอร์ สายพันธุ์แมวที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นภาวะอัณฑะทองแดง ได้แก่ เปอร์เซีย แร็กดอลล์ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอัณฑะทองแดง   เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งต่อยีนด้อยลงมาสู่รุ่นลูก ซึ่งเราสามารถสังเกตความผิดปกตินี้ได้ชัดเจนตอนอายุของน้องครบ 1 ปี วิธีสังเกตภาวะทองแดงสำหรับสุนัข   สุนัขจะมีลูกอัณฑะในถุงอัณฑะได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนเป็นต้นไป โดยส่วนใหญ่ลูกอัณฑะจะลงมาครบในถุงอัณฑะตอนอายุ 6 เดือน ซึ่งหากอายุของน้องเกิน 1 ปีหรือโตเต็มวัยแล้วลูกอัณฑะยังลงมาไม่ครบ แสดงว่าน้องมีภาวะอัณฑะทองแดงนั่นเอง วิธีสังเกตภาวะทองแดงสำหรับแมว   แมวจะมีลูกอัณฑะได้ตั้งแต่ 6 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยส่วนใหญ่ลูกอัณฑะจะลงมาครบในถุงอัณฑะตอนอายุ 2 เดือน ซึ่งหากอายุของน้องเกิน 6 เดือนหรือเต็มวัยแล้วลูกอัณฑะยังลงมาไม่ครบ แสดงว่าน้องมีภาวะอัณฑะทองแดงเหมือนกัน *ภาวะอัณฑะทองแดงไม่มีผลกับฮอร์โมนสัตว์ เพราะฉะนั้นจะยังมีแสดงพฤติกรรมทางเพศได้ตามปกติ ภาวะอัณฑะทองแดง อันตรายไหม   หากลูกอัณฑะไม่ลงถุง น้องหมา น้องแมวมีสิทธิ์ที่จะเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งอัณฑะได้มากกว่าสัตว์ที่มีอัณฑะอยู่ในถุงหลายเท่า เพราะอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าในถุงอัณฑะ ทำให้เซลล์อัณฑะทำงานผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งนั่นเอง ภาวะอัณฑะทองแดงรักษายังไง   “การผ่าตัดทำหมัน” คือวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะในน้องหมาน้องแมวได้ ถึงแม้สัตว์บางตัวจะเป็นข้างเดียวก็ตาม ก็จำเป็นจะต้องผ่าตัดออกทั้งสองข้าง เพราะหากปล่อยไว้นานจะทำให้การผ่าตัดยากยิ่งขึ้น ในกรณีที่อัณฑะตกอยู่ในช่องท้องคุณหมอจะทำการอัลตร้าซาวด์ก่อนการผ่าตัด เพื่อกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจน นอกจากการผ่าตัดทำหมันจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งแล้วนั้น ยังช่วยลดการส่งต่อยีนด้อยผ่านทางพันธุกรรมให้กับรุ่นลูกหลานได้อีกด้วย      “อย่างไรก็ตามการผ่าตัดทำหมันควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ เพราะสภาพร่างกายของน้องหมาและแมวแต่ละตัวนั้นแตกต่างกัน”    หากเจ้าของสงสัยว่าน้องๆของเจ้าของมีลูกอัณฑะในถุงครบไหม สามารถพามาพบคุณหมอเพื่อตรวจสอบดูได้เพื่อที่จะรักษาได้ทันท่วงทีหากพบว่าน้องมีอัณฑะไม่ครบทั้งสองข้าง   หากเจ้าของสนใจให้น้องหมาหรือแมวทำหมันสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ตรงนี้ได้เลย  https://www.talingchanpet.net/package-dog-cat/ References: https://www.researchgate.net/publication/10771216_Incidence_of_cryptorchidism_in_dogs_and_cats https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/1351479/ https://pangovet.com/ask-the-vet/cats/retained-testicles-cryptorchidism-in-cats/ https://www.msdvetmanual.com/reproductive-system/congenital-and-inherited-anomalies-of-the-reproductive-system/male-genital-abnormalities-of-animals

อ่านต่อ
thไทย