เช็กสุขภาพน้องง่าย ๆ จาก “สีเหงือก” สัญญาณเตือนที่เจ้าของไม่ควรมองข้าม

สัตวแพทย์กำลังเปิดริมฝีปากสุนัขเพื่อตรวจสีเหงือก พร้อมตัวอย่างสีเหงือกที่บ่งบอกสุขภาพและข้อความแนะนำให้สังเกตความผิดปกติของเหงือกเพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้น

สีเหงือกก็บอกถึงสุขภาพน้องหมาน้องแมวได้นะ

คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตกันไหมว่า “สีเหงือก” ของน้องหมาน้องแมวสามารถบอกสุขภาพได้ด้วยนะ เพราะเหงือกเป็นจุดที่ช่วยสะท้อนการไหลเวียนเลือด ปริมาณออกซิเจน และความผิดปกติในร่างกายได้ค่อนข้างเร็ว การหมั่นดูสีเหงือกจึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่เจ้าของทำได้เองที่บ้าน และอาจช่วยให้น้องได้รับการดูแลได้ทันเวลา

อินโฟกราฟิกวิธีตรวจเหงือกเบื้องต้นในสุนัขและแมว แสดงขั้นตอนการยกริมฝีปาก ดูสีและความชุ่มชื้นของเหงือก และการกดเหงือก

วิธีตรวจเหงือกเบื้องต้น

  • ยกริมฝีปากขึ้นเบา ๆ ให้เห็นเหงือกด้านบน
  • ดู “สี” และ “ความชุ่มชื้น” ของเหงือก
  • ใช้นิ้วกดเหงือกเบา ๆ แล้วปล่อย (Capillary Refill Time : CRT)

ปกติสีเหงือกควรกลับมาใน 1–2 วินาที

 

สีเหงือกแบบไหน บอกอะไรได้บ้าง?

สีชมพูอ่อน (ปกติ)
เหงือกชุ่มชื้น ไม่แห้ง CRT 1–2 วินาที
แปลว่าการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ปกติดี

สีซีด / ขาว
อาจบ่งบอกถึงภาวะโลหิตจาง การเสียเลือด หรือภาวะช็อก
ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

สีม่วง / น้ำเงิน (เขียวคล้ำ)
บ่งบอกถึงภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ
อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะหายใจลำบาก
ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ควรรีบไปโรงพยาบาลสัตว์

สีแดงเข้ม / แดงจัด
อาจเกิดจากไข้สูง การติดเชื้อ ภาวะอักเสบ หรือฮีทสโตรก (Heatstroke)
ถ้ามีอาการซึม หอบ หรืออ่อนแรงร่วมด้วย ควรรีบพบสัตวแพทย์

สีเหลือง
บ่งบอกถึงภาวะดีซ่าน (Jaundice)
อาจเกิดจากโรคตับหรือเม็ดเลือดแดงแตกผิดปกติ
ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรสังเกตร่วมกับสีเหงือก

ความชุ่มชื้นของเหงือก

  • ปกติ : ชุ่มชื้น
  • ผิดปกติ : แห้ง เหนียว อาจบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำ

กลิ่นปากผิดปกติ ​อาจเกิดจากปัญหาในช่องปากหรือโรคอื่น ๆ อาการร่วมที่ควรระวัง 

  • ซึม
  • Loss of appetite
  • gasp
  • vomit

 

“สีเหงือก” เป็นสัญญาณเตือนสุขภาพที่เจ้าของสามารถเช็กได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ถ้าพบว่าเหงือกมีสีผิดปกติ หรือ CRT ใช้เวลานานกว่า 2 วินาที อย่ารอดูอาการนานนะคะ เพราะบางภาวะอาจรุนแรงและลุกลามได้เร็ว การพาน้องไปพบสัตวแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

บทความโดย : สพ.ญ.อรญา ประพันธ์พจน์ (หมอนุ่น)