รู้ไหมคะว่า… “โรคหัวใจในสุนัข” ส่วนใหญ่เป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องดูแลกันในระยะยาว
แต่เราจะช่วยให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ ได้อย่างไร? ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับตัวโรค วิธีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และการปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูให้เหมาะสมไปพร้อมๆ กันค่ะ
โรคหัวใจในสุนัข คือ ภาวะที่หัวใจทำงานได้ไม่เต็มร้อย (ส่วนใหญ่เกิดจากลิ้นหัวใจรั่วหรือกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมตามอายุค่ะ) พอหัวใจอ่อนแอลง ก็จะไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายและปอดได้ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้น้องหมาเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย ไอคอกแคก และหอบสู้แดดไม่ไหวนั่นเอง
โรคหัวใจที่พบได้บ่อยในสุนัข
ในสุนัขอายุมากหรือบางสายพันธุ์ มักพบโรคหัวใจเหล่านี้ได้ค่อนข้างบ่อย แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
- ลิ้นหัวใจเสื่อม (พบบ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก)
- กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม
- โรคพยาธิหนอนหัวใจ
วิธีสังเกตอาการสุนัขที่อาจเป็นโรคหัวใจ
- ไอคอกแคกไม่ยอมหาย โดยเฉพาะตอนดึกๆ หรือตอนตื่นนอน เหนื่อยง่าย หอบ หายใจเร็ว
- เหนื่อยง่าย ยืนหอบ ซี่โครงกระเพื่อม หายใจเร็วกว่าปกติ
- ไม่อยากเล่น ไม่อยากวิ่ง เดินนิดเดียวก็นอน
- อยู่ๆ ก็วูบ เป็นลม หรือหมดสติไปกะทันหัน
- พุงขยายใหญ่ ท้องบวมป่องเพราะมีน้ำคั่งข้างใน (สัญญาณว่าอาการเริ่มแย่แล้ว)

วิธีดูแลสุนัขที่เป็นโรคหัวใจ
1. ให้ยาตามสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด
ยาที่ใช้มักช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจ ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายควบคุมความดัน ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด แม้อาการจะดีขึ้น
2. ควบคุมอาหาร
เลือกอาหารสูตร โซเดียมต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารคน ของเค็ม ของมัน ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน น้ำหนักเกิน = หัวใจทำงานหนักขึ้น
3. ออกกำลังกายแบบพอดี
ไม่ควรออกแรงหนัก เช่น วิ่งหรือกระโดดมาก เน้นเดินเบาๆ สม่ำเสมอ ถ้าเริ่มหอบ ให้หยุดทันที
4. จัดสภาพแวดล้อมให้สบาย
อากาศถ่ายเท ไม่ร้อนอบอ้าว หลีกเลี่ยงความเครียด มีที่นอนนุ่มและเงียบสงบ
5. ตรวจติดตามอาการสม่ำเสมอ
ตรวจหัวใจเป็นระยะ (เช่น X-ray, ultrasound) ประเมินการตอบสนองต่อยา ปรับแผนการรักษาเมื่อจำเป็น
6. สังเกตการหายใจที่บ้าน
วิธีง่ายๆ: นับอัตราการหายใจตอนหลับ (ปกติ < 30 ครั้ง/นาที) ถ้าเกินหรือหอบผิดปกติ → ควรพาไปพบสัตวแพทย์
สัญญาณอันตรายของสุนัขที่เป็นโรคหัวใจ
หรือ อาการฉุกเฉินสำหรับสุนัขที่เป็นโรคหัวใจ ที่บ่งบอกว่าควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน
- หอบหนัก หายใจลำบาก
- เหงือกซีดหรือเขียว
- เป็นลมหรือชัก
- ไอรุนแรงต่อเนื่อง
ข้อสำคัญที่ควรรู้
โรคหัวใจในสุนัข ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในหลายกรณี
แต่สามารถควบคุมอาการ ยืดอายุ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ด้วยการดูแลที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ
