Menu Close

อาหารสัตว์เลี้ยงมีกี่เกรด แต่ละเกรดต่างกันอย่างไรบ้าง?

อาหารสัตว์แต่ละเกรด ต่างกันอย่างไร

สำหรับผู้ปกครองมือใหม่ที่เพิ่งรับสัตว์เลี้ยงมาดูแล ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว อาจจะงงกับการเลือกซื้ออาหารให้น้องๆ เพราะปัจจุบันไม่ใช่แค่มีหลายสูตร หลายแบรนด์ แต่ยังมีการแบ่งเกรดกันตามคุณภาพอีกด้วย ซึ่งในบทความวันนี้ โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชันจะพาไปรู้จักกับอาหารเกรดต่างๆ ว่ามีเกรดอะไรบ้าง และแต่ละเกรดมีความแตกต่างกันอย่างไร

แต่ก่อนจะไปเริ่มกันที่เกรดแรกต้องบอกก่อนว่าการแบ่งเกรดนี้เป็นการแบ่งตามคุณภาพส่วนผสมของวัตถุดิบ (ingredient) ปริมาณสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงจะนำไปใช้ได้ และผลต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งก็เป็นการแบ่งกันตามมาตรฐานสากลนะครับ

อาหารสัตว์เกรดมาตรฐานหรือ Standard Grade เป็นเกรดที่พบได้บ่อยที่สุด เรามักเห็นจากโฆษณาตามช่องทางต่างๆ ราคาไม่แพง วางขายอยู่ทั่วไป หาซื้อง่าย ผลิตโดยโรงงานที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่มาจากผลพลอยได้ (byproduct) จากสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น เศษเนื้อไก่/วัว, กระดูก, เครื่องใน, ขน, หงอน เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อสัตว์ล้วนๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของธัญพืชอื่นๆ เช่น ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ข้าวเจ้า, ถั่วเหลือง เป็นต้น มาเป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนในสารอาหารบนฉลากข้างถุง (Guaranteed Analysis) แต่ทั้งสุนัขและแมวต่างก็ไม่สามารถเอาโปรตีนเหล่านี้ไปใช้ได้ จึงเท่ากับว่ามีแต่สารอาหารบนฉลาก แต่ร่างกายสัตว์ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง และอีกส่วนประกอบที่มักพบมากในอาหารเกรดนี้ก็คือ โซเดียม ที่ใส่มาเพื่อให้ถูกปากบรรดาสัตว์เลี้ยง แต่จะส่งผลเสียต่อไตในระยะยาวได้ครับ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคไต

อาหารสัตว์เกรดพรีเมี่ยมหรือ Premium Grade เกรดนี้จะมีการคำนวณสารอาหารที่หลากหลาย และถูกแยกออกมาเป็นสูตรเฉพาะต่างๆ เช่น สูตรบำรุงขน, สูตรกำจัดก้อนขน, สูตร Indoor เป็นต้น โดยใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพสูงกว่าเกรดมาตรฐาน ทำให้มีราคาสูงกว่า แต่ก็ยังพบการนำเอาพืชจำพวกข้าวโพด ข้าวสาลี และผลพลอยได้จากสัตว์มาใช้เป็นส่วนผสมอยู่บ้าง และสำหรับอาหาร Premium Grade บางแบรนด์ยังมีส่วนประกอบของโซเดียมอยู่ แต่ก็นับว่าน้อยกว่า Standard Grade

อาหารสัตว์ Holistic Grade ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะดีต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยงในระยะยาว แต่ก็มีราคาที่แพงขึ้นมาจาก Premium Grade พอสมควร เพราะเป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพเดียวกับอาหารคนไม่มีสารสังเคราะห์ มีการปรุงแต่งกลิ่นและรสที่น้อยมาก ทำให้ลดความเสี่ยงที่สัตว์เลี้ยงจะเป็นโรคในอนาคตได้ ตัวอย่างเนื้อสัตว์ที่ใช้ในอาหารสัตว์เกรดนี้ เช่น เนื้อไก่งวง, เนื้อแกะ, เนื้อปลาแซลม่อน เป็นต้น ส่วนพืช ก็จะใช้พืชที่มีสารอาหารที่ร่างกายสัตว์เลี้ยงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากคุณภาพวัตถุดิบแล้ว อาหารสัตว์ Holistic Grade ยังมีการคำนวณคุณค่าสารอาหารตามสูตรต่างๆ เช่นเดียวกับอาหาร Premium Grade

อาหารสัตว์ Grain Free เป็นเกรดที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Holistic อีกขั้นหนึ่ง โดยจะยังคงใช้ส่วนผสมที่เป็นวัตถุดิบคุณภาพเดียวกับอาหารคน แต่ปราศจากส่วนผสมของธัญพืชที่เป็นอันตรายหรืออาจก่อให้เกิดอาการแพ้ต่อสัตว์เลี้ยงได้ ทำให้ได้อาหารที่มีคุณภาพสูงที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็จะสูงที่สุดในบรรดาอาหารสัตว์ทุกเกรดเช่นกัน

หลังจากที่เรารู้เกรดของอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ แล้ว คำถามที่เข้ามาในความคิดของผู้ปกครองสัตว์เลี้ยงตอนนี้คงเป็น ความจำเป็นของอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดต่างๆ ว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องให้น้องสัตว์เลี้ยงของเรา ทานเกรด Holistic หรือ Grain Free เพราะราคาค่อนข้างสูงมาก บางแบรนด์ราคาเฉลี่ยหลัก 1,XXX บาทต่อกิโลกรัมกันเลยทีเดียว

จากข้อมูลข้างต้นก็จะเห็นว่า อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีราคาแพงกว่าก็มาจากวัตถุดิบที่ดีกว่า ผ่านการคำนวณคุณค่าทางโภชนาการมาเป็นอย่างดี ทำให้ส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า ผู้ปกครองสัตว์หลายท่านจึงยอมจ่ายเพื่อเป็นการซื้อสุขภาพให้สัตว์เลี้ยงของตน ให้มีสุขภาพแข็งแรง ดีกว่าให้น้องป่วยแล้วเสียเงินไปกับค่ายา ค่ารักษาแทน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า การทานอาหารราคาแพงน้องจะไม่ป่วยเลย หรือละเลยเรื่องต่างๆ ได้ เพราะมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จะทำให้น้องป่วยได้ อาหารเป็นเพียง 1 ปัจจัยเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดปัจจัยหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถ้าจะให้สรุปก็คือ หากเรายินดีจะรับอุปการะอีก 1 ชีวิตแล้ว ก็ควรให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานที่เราจะไม่เดือดร้อนจากการอุปการะนั้นด้วย ซึ่งถ้าหากการซื้ออาหารสัตว์เกรด Holistic หรือ Grain Free จะเกินงบมากเกินไป อาหารสัตว์เกรด Premium ก็ยังถือว่าเพียงพอต่อสุขภาพที่ดีของน้องหมา น้องแมวที่เราเลี้ยงแล้วล่ะครับ

แต่ที่ไม่แนะนำเลยคืออาหารสัตว์ที่มีสีสันจัด ที่ขายกันตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไปที่ไม่มีแบรนด์ผู้ผลิตชัดเจน เพราะเราไม่ทราบเลยว่าอาหารเม็ดที่น้องสัตว์เลี้ยงของเราทานเข้าไปนั้นถูกผลิตมาจากอะไรบ้าง เท่ากับว่าแทนที่การรับเลี้ยงจะเป็นการดูแลเขา กลับเป็นการทำร้ายเขาทางอ้อมก็เป็นได้นะครับ